บทสนทนาเบื้องต้น

มาตรฐาน

พยัญชนะ และการออกเสียง

พยัญชนะในภาษาอิตาเลี่ยนมีทั้งหมด 22 คือ 

a (อา) b(บี) c(ชี) d (ดี) e (เอ) f (เอฟเฟ่) g (จี) h (อักคะ) I (อี) k (คัปป้า) l (อลเล่) m (เอมเม่) n (เอนเน่) o(โอ) p (พี) q(คู) r (เอเร่) s (เอสเซ่) t (ที) u (อู) v (วู) 
z (เซต้า)

สระทั้งหมด 5 ตัวคือ 
a (อา) e (เอ) I (อี) o(โอ) u (อู) 

วิธีการอ่านภาษาอิตาเลี่ยนคืออ่านออกเสียงตามตัวพยัญชนะและสระที่ปรากฏ

ตัวอย่างเช่น 
1. il mio bambino. อ่านออกเสียงว่า อิล มิโอ บามบีโน่ = ลูกชายของฉัน 
2. La sua casa. อ่านออกเสียงว่า ลา ซัว (ซูอา) คาซ่า = บ้านของเธอ (ในภาษาอิตาเลี่ยนถ้าสระสองตัวมาชิดกันต้องออกเสียงทั้งสองตัวแบบรัวเร็วเพื่อให้เป็นเสียงเดียวฉะนั้นคำว่า sua จึงออกเสียงว่า ซัว ซึ่งมาจาก ซูอา นั่นเอง) 

e และ e’

e อ่านออกเสียงว่า เอะ – เมื่อใช้เป็นสระเทียบได้กับสระ เอะ และ เอ ในภาษาไทย เช่น
benessere อ่านว่า เบเนซเซเร แปลว่า สุขภาพดี 
เมื่ออยู่เดี่ยวๆถือเป็นคำๆหนึ่งแปลว่า และ, กับ เช่น
libro e penna อ่านว่า ลิโบร เอะ เป็นนา แปลว่า หนังสือกับปากกา
tavolo e sedia อ่านว่า ทาโวโล่ะ เอะ เสเดีย แปลว่า โต๊ะและเก้าอี้

è อ่านออกเสียงว่า แอะ – ตัวนี้ไม่ได้เป็นทั้งสระและพยัญชนะจะอยู่โดดๆถือเป็นคำหนึ่งคำและว่า เป็น , อยู่ , คือ หรือเที่ยบได้กับคำว่า is ในภาษาอังกฤษ ตัวอย่าง เช่น
Maria è il mio nome อ่านว่า มาเรีย แอะ อิล มิโอ โนเมะ แปลว่า มาเรีย คือ ชื่อของฉัน
io e’ mia marito อ่านว่า อิโย แอะ เมีย(มิอา) มาริโตะ แปลว่า ฉันและสามี

พยัญชนะควบ

อักษร c 
c เมื่อตามด้วย a ออกเสียงเป็น ค เช่น camera อ่านว่า คาเมร่า แปล
ว่าห้อง

c เมื่อตามด้วย e ออกเสียงเป็น ช เช่น cento อ่านว่า เชนโต้ แปล
ว่า หนึ่งร้อย

ch เป็นพยัญชนะควบ ออกเสียงเป็น ค ผันตามสระที่ตามมาข้างหลังเช่น chilo อ่านว่า คีโล แปลว่า กิโลกรัม 
chiesto อ่านว่า เคสโต้ (คีเอสโต้)

c เมื่อตามด้วย i ออกเสียงเป็น ช เช่น cintura อ่านว่า ชินตูร่า 
แปลว่า เข็มขัด

ci เป็นพยัญชนะควบ ออกเสียงเป็น ช ผันตามสระที่ตามมาข้างหลัง เช่น ciocolato อ่านว่า ช็อกโกลาโต้ แปลว่า ช็อกโกแลต 
ciotolo อ่านว่า ช็อตโตโล แปลว่าถ้วย(ใบใหญ่)

c เมื่อตามด้วย o ออกเสียงเป็น ค เช่น comodo อ่านว่า คอมโมโด แปลว่า สะดวก สบาย

c เมื่อตามด้วย u ออกเสียงเป็น ค เช่น cura อ่านว่า คูร่า แปลว่า ดูแล

อักษร h พยัญชนะตัวนี้ภาษาอิตาเลี่ยนอ่านว่า อักคะ ฉะนั้น
ตัวนี้จึงออกเสียง เออะ ไม่ใช่ เฮอะ เหมือนในภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ 

อักษร g

g เมื่อตามด้วย a ออกเสียงเป็น ก เช่น garage อ่านว่า การาเจะ แปลว่า โรงรถ

g เมื่อตามด้วย e ออกเสียงเป็น จ เช่น gente อ่านว่า เจนเต้ แปลว่า ผู้คน

gh เป็นพยัญชนะควบ ออกเสียงเป็น ก ผันตามสระที่ตามมาข้างหลัง เช่น 
ghiaccio อ่านว่า กีอาชโช่ แปลว่า น้ำแข็ง
funghi อ่านว่า ฟุงกี้ แปลว่า เห็ด

g เมื่อตามด้วย i ออกเสียงเป็น จ เช่น giro อ่านว่า จีโร่ แปลว่า หมุน,กลม(กริยา)

gi เป็นพยัญชนะควบ ออกเสียงเป็น จ ผันตามสระที่ตามมาข้างหลัง เช่น 
giusto อ่านว่า จุ้สโต้ แปลว่าถูกต้อง 
giallo อ่านว่า จาลโล่ แปลว่า สีเหลือง

gli เมื่อใช้เป็นตัวสะกดจะอ่านเป็น ลย ผันตามสระที่ตามมาข้างหลัง เช่น
figlia อ่านว่า ฟีลย่า แปลว่า ลูกสาว
figlio อ่านว่า ฟีลโย่ แปลว่า ลูกชาย
หากเมื่อเป็นคำเดี่ยว gli อ่านว่า หญี่ เมื่อไหร่ก็ตามที่เห็น ตัว gli นี้ไม่ว่าจะเป็น ตัวสะกด หรือ คำ จะมีสระตามหลังหรือไม่ก็ให้ออกเสียงเป็น ญ (ใกล้เคียงที่สุด)ห้ามออกเสียงเป็น ก เด็ดขาด 

gn เป็นพยัญชนะควบ เมื่อเป็นอักษรนำ ออกเสียงเป็น ญ(ไม่ตรงเท่าไรนักเพราะเสียงของอักษรตัวนี้ไม่มีในภาษาไทย ผันตามสระที่ตามมาข้างหลัง เช่น 
gnocchi อ่านว่า ญอกกี้ เป็นพาสต้าชนิดหนึ่งทำมาจากมันฝรั่งปั้นเป็นก้อนเล็กๆ

เมื่อใช้เป็นตัวสะกด ออกเสียงเป็น ลญ เช่น 
bagno อ่านว่า บาลโญะ แปลว่า ห้องน้ำ
bologna อ่านว่า โบโลลญ่า ชื่อ เมืองโบโลนญ่า

g เมื่อตามด้วย o ออกเสียงเป็น ก เช่น 
gomma อ่านว่า โกมม่า แปลว่า ยาง
gonna อ่านว่า กอนนา แปลว่า กระโปรง
gu เป็นพยัญชนะควบ ออกเสียงเป็น กว ผันตามสระที่ตามมาข้างหลัง เช่น 
guanto อ่านว่า กวานโต้ แปลว่า ถุงมือ(ข้างเดียว)
guidare อ่านว่า กวีดาเร่ แปลว่า ขับรถ

อักษร io คำนี้อ่านออกเสียงว่า อิโย แปลว่า ฉัน

อักษร q
qu เมื่อตามด้วย a ออกเสียงเป็น กว , คว เช่น
quanto อ่านว่า กวานโต้ แปลว่า เท่าไหร
quale อ่านว่า คว้าเละ แปลว่า อันไหน

qu เมื่อตามด้วย e ออกเสียงเป็น คว เช่น questo อ่านว่า เควสโต้ แปลว่า อันนี้

qu เมื่อตามด้วย i หรือ o ออกเสียงเป็น คว เช่น qui อ่านว่า ควี่ แปลว่า ที่นี่

ทักทาย

ประโยคที่ใช้ในการทักทาย

Ciao! (เช้า) = สวัสดี (ใช้ทั่วไปแบบไม่เป็นทางการหรือกับ 
เฉพาะคนที่อายุเท่ากันหรือน้อยกว่า)

Buongiorno!(บวนโจร์โน่) = สวัสดีตอนเช้า (ใช้สำหรับทักทายแบบเป็นทางการหรือกับผู้ที่อาวุโสกว่า)

Buonasera! (บวนนาเซร่า) = สวัสดีตอนเย็น (ใช้สำหรับทักทายแบบเป็นทางการหรือกับผู้ที่อาวุโสกว่า , ปรกติจะใช้หลังห้าโมงเย็น)

ประโยคที่ใช้ในการลา

Ciao! = สวัสดี (ใช้ทั่วไปแบบไม่เป็นทางการหรือกับ 
เฉพาะคนที่อายุเท่ากันหรือน้อยกว่า)

Ciao, ci vediamo = สวัสดี , เดี๋ยวเจอกันใหม่ (ใช้ทั่วไปแบบไม่
(เช้า, ชิเวดิอาโม) เป็นทางการหรือกับเฉพาะคนที่อายุเท่ากันหรือน้อยกว่า)

a dopo(อะ ดอโป) = สวัสดี , เดี๋ยวเจอกันใหม่ (ใช้ทั่วไปแบบไม่เป็นทางการหรือกับเฉพาะคนที่อายุเท่ากันหรือน้อยกว่า)

a presto (อะ เพรสโต้) = สวัสดี , เดี๋ยวเจอกันใหม่ (ใช้ทั่วไปแบบไม่เป็นทางการหรือกับเฉพาะคนที่อายุเท่ากันหรือน้อยกว่า)

Arrivederci!(อาร์ริเวเดชิ) = สวัสดี (ใช้สำหรับการบอกลาแบบเป็นทางการหรือกับผู้ที่อาวุโสกว่า)

Buona giornata!(บวนนาโจร์นาตะ) = Hace a nice day! (ใช้ได้ทั่วไปกับทุกคน)

Buonaserata! (บวนนาเซราต้า) = Have a nice evening! ( ใช้ได้ทั่วไปกับทุกคน)

Buonanotte!)(บวนนาน้อตเตะ = ราตรีสวัสดิ์ (ใช้ได้ทั่วไปกับทุกคน)

รูปแบบของการทักทายในภาษาอิตาเลี่ยนแบ่งออกเป็นสองรูปแบบคือแบบที่ไม่เป็นทางการแบบเป็นทางการหรือที่เรียกว่ารูปแบบสุภาพ 

ตัวบทสนทนาในรูปแบบไม่เป็นทางการระหว่างมะลิ กับ นิดา

มะลิ >>>>> Ciao, Nida! Come stai? 
(สวัสดี นิดา สบายดีมั้ย)
นิดา >>>>> Bene, grazie, e tu?
(สบายดี ขอบคุณ แล้วคุณล่ะ)
มะลิ>>>>> Bene, grazie. Ci vediamo, ciao.
(สบายดี ขอบคุณ ไว้เจอกันใหม่นะ บาย)
นิดา>>>>> Ciao.
(บาย)

ตัวอย่างบทสนทนาแบบเป็นทางการระหว่างมะลิกับคุณสมพงษ์

มะลิ >>>>> Buongiorno, Signor Sompong! Come sta?
(สวัสดีค่ะ คุณสมพงษ์ สบายดีมั้ยค่ะ)
คุณสมพงษ์>> Bene, grazie, e Lei?
(สบายดีครับแล้วคุณล่ะ)
มะลิ>>>>> Bene, grazie, Arrivederci!
(สบายดีค่ะ ขอบคุณ สวัสดีค่ะ)
คุณสมพงษ์>> Arrivederci!
(สวัสดีครับ)

บุรุษสรรพนาม หรือ pronomi personali เป็นสรรพนามที่ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค ได้แก่

io (อิโย : ผม /ฉัน : เอกพจน์ บุรุษที่ 1 ) 
tu (ตู : คุณ : เอกพจน์ บุรุษที่ 2 )
lui (ลุย : เขา : เอกพจน์ บุรุษที่ 3)
lei (เล๋ : เธอ : เอกพจน์ บุรุษที่ 3 )
noi (นอย : พวกเรา : พหูพจน์ บุรุษที่ 1 )
voi (วอย : พวกคุณ : พหูพจน์ บุรุษที่ 2 )
loro (โล๋โร : พวกเขา : พหูพจน์ บุรุษที่ 3 )

บุรุษสรรพนามและกริยาที่ใช้ในบทสนทนาจะใช้สรรพนามและกริยาในส่วนที่เป็น lei ที่แปลว่า เธอ ซึ่งเป็นสรรพนามเอกพจน์บุรุษที่3 แต่ในการใช้ในรุปแบบที่เป็นทางการจะนำ สรรพนามและกริยาในส่วนของ lei มาใช้เป็น สรรพนาม เอกพจน์บุรุษที่ 2 แทน tu

จะเห็นว่ารูปของกริยาเปลี่ยนไปตามสถานะของบุรุษสรรพนามจาก

Come stai?
เป็น
Come sta?

กริยาตัวนี้ infinito (กริยาที่ยังไม่ได้ผัน) คือ stare ซึ่งเวลาผันตามบุรุษสรรพนามก็จะได้ดังนี้
io sto
tu stai
lui/lei sta
noi stiamo
voi state
loro stanno

การนำเอาบุรุษสรรพนามและกริยาในส่วนของเอกพจน์บุรุษที่สามมาใช้แทนเอกพจน์บุรุษที่สองนั้นถือว่าเป็นการใช้ในรูปแบบสุภาพ (la forma di cortesia)ใช้กับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

ตัวอย่าง เช่น 
Lei conosce Nida? 
คณรู้จักนิดามั้ย?

Lei piace la pasta?
คุณชอบพาสต้ามั้ย?

คุยท้ายบท

1. บทหน้าจะเป็นเรื่องการแนะนำตัวเองพร้อมทั้งจะมีเรื่องการใช้กริยาช่วย(เหลือ)( ausiliari) ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดสองตัวคือ essere กับ avere , รูปแบบของประโยคคำถาม(forme interrogative) รวมทั้งกริยาในส่วนที่เป็น riflessiva (ผู้กระทำและกรรมเป็นคนเดียวกัน)

2.แม่หนูลี่ไม่ทำพจนานุกรมให้นะคะ

3.ในภาษาอิตาเลี่ยนการออกเสียง r (กระดกลิ้นเหมือน ร )นั้นสำคัญมากจึงจำเป็นที่จะต้องออกเสียงไม่ว่าตัว r จะอยู่ที่ตำแหน่งใดในบางครั้งจะเห็นว่าเมื่อเขียนคำอ่านภาษาไทยใส่ตัวการันณ์เอาไว้เพื่อไม่ให้ยากต่อการอ่านหากแต่เวลาอ่านยังต้องออกเสียงตัว r ด้วย

เช่น buongiorno อ่านเป็น บวน โจ ร(เรอะ) โน่ ไม่ใช่ บวนโจโน่
หรือ Marco อ่านเป็น มา ร(เรอะ) โค่ ไม่ใช่ มาโค่

น.ส.เทวีรัตน์  สาริกา เลขที่๕ ม.๖/๗

wine

มาตรฐาน

ไวน์

 

ไวน์แดง (หน้า) และไวน์ขาว (หลัง) บนโต๊ะอาหาร

ไวน์ (อังกฤษ: wine; ฝรั่งเศส: vin) คือ เมรัยอันผลิตจากน้ำองุ่น แต่ก็อาจใช้กับเครื่องดื่มที่ทำจากน้ำผลไม้อื่นเช่นกัน ไวน์เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเกิดจากการหมักน้ำตาลในองุ่น แบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ คือไวน์ขาว (White wine) หรือ (vin blanc) และ ไวน์แดง (Red wine) หรือ (vin rouge) ไวน์ที่ได้จากการผสมระหว่างไวน์ 2 ชนิดเรียกว่า ไวน์สีชมพู (Rosé หรือว่า Pink wine) [ rosé แปลว่าสีชมพู ถ้าใช้กับ wine เรียกว่า rosé ไปเลยไม่ต้องเรียก vin rosé] ส่วนไวน์ที่มีการอัดก๊าซลงไป จะเรียกว่า สปาร์กลิงไวน์ (Sparkling wine) สปาร์กลิงไวน์เป็นการเลียนแบบ แชมเปญ (Champagne)


ประวัติ

ภาพวาดเกี่ยวกับไวน์ Tacuina sanitatis คริสต์ศตวรรษ 14

เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าไวน์เป็นเครื่องดื่มที่มีมาหลายพันปีแล้ว มีการค้นพบโถโบราณบรรจุเมล็ดองุ่นไร่ซึ่งมีอายุนับเนื่องขึ้นไปกว่า 8,000 ปี ก่อนคริสตกาล

นอกจากที่ประเทศอิหร่านแล้ว ยังมีการพบร่องรอยของเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ได้จากกรรมวิธีการหมักแบบเดียวกับไวน์ในสมัย 7,000 ปีก่อนคริสตกาล ทางตอนเหนือของประเทศจีน

ในยุคอียิปต์โบราณ การเพาะปลูกองุ่นเพื่อทำไวน์มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบระเบียบมาก เทพต่าง ๆ ในตำนานเทพปกรณัม ทั้งโอซิริสของอียิปต์ เทพไดโอนีซุสของกรีก บัคคัสของโรมัน หรือกิลกาเมชของบาบิโลน ล้วนแล้วแต่เป็นเทพแห่งไวน์ นอกจากนั้น ไวน์ยังเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระเยซูเจ้าตามความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ไวน์มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเป็นอันมากในช่วงสองร้อยปีหลัง ชาวโรมันในสมัยก่อนนั้นดื่มไวน์ที่มีรสฉุนจนต้องผสมน้ำทะเลก่อนดื่ม รสชาติของไวน์ดังกล่าวแตกต่างจากไวน์ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

ในสมัยศตวรรษที่ 19 ไวน์ถือว่าเป็นเครื่องดื่มบำรุงกำลัง โดยคนงานที่รับจ้างเก็บเกี่ยวพืชผลจะดื่มไวน์ถึงวันละ 6-8 ลิตร และนายจ้างจะจ่ายไวน์ให้เป็นส่วนหนึ่งของค่าแรง เพราะสมัยนั้นน้ำยังไม่ค่อยสะอาดพอที่จะนำมาดื่มได้

ส่วนประกอบของไวน์

ส่วนประกอบส่วนใหญ่ของไวน์คือแอลกอฮอล์ที่ละลายในน้ำ และส่วนผสมทางเคมีอื่น ๆ อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นสารระเหยและสารไม่ระเหย ทั้งสารละลายและสารแขวนลอย ปกติแล้ว ปริมาณของแอลกอฮอล์จะอยู่ระหว่าง 9-15 เปอร์เซ็นต์ต่อปริมาณน้ำ 85 เปอร์เซ็นต์

แอลกอฮอล์ในไวน์ส่วนใหญ่เป็นเอทิลแอลกอฮอล์ และยังพบตัวทำละลายประเภทกลีเซอรอล ซอร์บิทอล และบูตีแลนกลีคอลด้วย

นอกจากนั้น ไวน์ยังประกอบด้วย

การแบ่งประเภทไวน์

องุ่นสำหรับทำไวน์

ไร่องุ่น

ในหลาย ๆ ประเทศจะแบ่งประเภทไวน์ตามพันธุ์ขององุ่นที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบ และในประเทศฝรั่งเศสมีการแบ่งประเภทไวน์ตามพื้นที่แหล่งผลิตหรือกรู (ฝรั่งเศส: cru) ผู้ผลิต และปีที่ผลิต

พันธุ์องุ่น (ฝรั่งเศส: Cépage / อังกฤษ: Cultivar)

พันธุ์องุ่นดำที่มีชื่อเสียงในการทำไวน์แดงหรือไวน์ชมพู ได้แก่

  • พันธุ์องุ่นหลักของเมืองบอร์โด (Bordeaux)
    • กาแบร์เน-โซวีญง (cabernet-sauvignon)
    • กาแบร์เน-ฟรอง (cabernet franc)
    • แมร์โลนัวร์ (merlot noir)
    • เปอตีแวร์โด (petit verdot)
    • โกตหรือมูร์แวด (cot or mourvede)
  • พันธุ์องุ่นหลักของแคว้นชองปาญ (Champagne)
    • ปีโนนัวร์ (pinot noir)
    • [ขาว] ปีโนเมอนีเย (pinot meunier)
    • [ขาว] ชาร์ดอเน (chardonnay)
  • พันธุ์องุ่นหลักของแคว้นบูร์กอญ (Bourgogne) [โบโชเล Beaujolais]
    • กาเมนัวร์ (gamay noir) หรือกาเมโฟรโอ (gamay freaux)
  • พันธุ์องุ่นหลักของแคว้นลองเกอด็อก-รูซียง (Languedoc Rousillon) [เวเดแอน: แวงดูนาตูแรล VDN: Vin Doux Naturel]
    • ซีรา (syrah)
    • เกรอนาช (grenache)
  • พันธุ์องุ่นหลักของรัฐแคลิฟอร์เนีย (California)
    • ซินฟันเดล (zinfandel) นำมาจากประเทศอิตาลี

พันธุ์ขาว องุ่นที่นิยมนำมาทำไวน์ขาวได้แก่

  • พันธุ์องุ่นหลักของเมืองบอร์โด (Bordeaux) [โซแตร์น, อ็องตร์-เดอ-แมร์, ลูปียัก Sauterne, Entre-deux-mer, Loupiac]
    • โซวีญงบล็อง (sauvignon blanc)
    • เซมียง (sémillon)
  • พันธุ์องุ่นหลักของแคว้นบูร์กอญ (Bourgogne) [ชาบลี, มาร์โซล Chablis, Marsault]
    • ชาร์ดอเน (chardonnay)
    • อาลีโกเต (aligoté)
  • พันธุ์องุ่นหลักของแคว้นเปอีเดอลาลัวร์ (Pays de la Loire) [วูเวร Vouvray]
    • เชอแนงบล็อง (chenin blanc)
  • พันธุ์องุ่นหลักของแคว้นอัลซาซ (Alsace)
    • เกเวือร์ซทรามีเนอร์ (gewürztraminer)
    • ปีโนกรี (pinot gris)
    • รีเอสลิง (riesling)
  • มุสกา (muscat)อามีญ (amigne) (ในรัฐวาเล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์)
    • ซีลวาเน (sylvaner)
  • ซาวาแญง (savagnin)

พื้นที่

คำว่า “กรู” (ฝรั่งเศส: cru) หมายถึงไวน์เฉพาะถิ่นที่ผลิตในพื้นที่ซึ่งกำหนดไว้ โดยพื้นที่แต่ละแห่งจะมีลักษณะแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม สภาพพื้นดิน สภาพอากาศ ซึ่งทำให้องุ่นที่ปลูกในพื้นที่นั้นๆ ให้รสชาติและลักษณะไวน์ที่เป็นลักษณะเฉพาะและเป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้น ไวน์ของผู้ผลิตในประเทศต่าง ๆ (ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ชิลี แคลิฟอร์เนีย – สหรัฐอเมริกา) สร้างความหลากหลายให้กับรสชาติไวน์ตามลักษณะของพื้นที่ผลิต (แสงแดด ความชื้นคุณภาพดิน)

ในฝรั่งเศส พื้นที่ผลิตมักจะสัมพันธุ์กับพันธุ์องุ่น โดยในพื้นที่หนึ่ง ๆ อาจจะปลูกองุ่นเพียงพันธุ์เดียว หรือหลายพันธุ์เป็นการเฉพาะ ตัวอย่างเช่น ไวน์มาดีรอง (ฝรั่งเศส: madiran) จากแถบเทือกเขาพีเรนีส จะทำจากองุ่นพันธุ์ตานา (ฝรั่งเศส: tannat) เท่านั้น

ผู้ผลิตจะตั้งชื่อไวน์ตามชื่อพื้นที่สำหรับไวน์บูร์กอญ (ฝรั่งเศส: Bourgogne) หรือเรียกในภาษาอังกฤษว่าเบอร์กันดี (อังกฤษ: Burgundy) ส่วนไวน์บอร์โด(ฝรั่งเศส: Bordeaux) ตั้งตามชื่อปราสาท (ฝรั่งเศส: châteaux – ชาโต)

ปีที่ผลิต (ฝรั่งเศส: Millésime / อังกฤษ: Vintage)

ปีที่ผลิต คือ ปีที่มีการเก็บองุ่นซึ่งนำมาใช้ทำไวน์นั้น ๆ เป็นตัวบ่งบอกถึงลักษณะอากาศในปีต่าง ๆ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของคุณภาพไวน์ โดยปกติผู้ผลิตจะเขียนชื่อปีที่ผลิตไว้บนฉลาก กฎหมายของสหภาพยุโรปไม่ได้กำหนดให้แจ้งปีที่เก็บเกี่ยวองุ่นที่ใช้ทำไวน์แต่อย่างใด

ชนิดของไวน์

ไวน์แดง

ไวน์ชนิดต่าง ๆ ในขวดต่างแบบ

ไวน์แดง (อังกฤษ: red wine)

ตัวอย่างไวน์แดงที่ได้รับความนิยม

  • บาโรโล (Barolo) – อิตาลี
  • บรูเนลโลดีมอนตัลชีโน (Brunello di Montalcino) – อิตาลี
  • โบโชเล (Beaujolais) – ฝรั่งเศส
  • บอร์โด (Bordeaux) – ฝรั่งเศส
  • บูร์กอญ (Bourgogne) หรือบูร์กันดี (Burgundy) – ฝรั่งเศส
  • กาแบร์เนโซวีญง (Cabernet Sauvignon) – ฝรั่งเศส แคลิฟอร์เนีย ออสเตรเลีย มอลโดวา แอฟริกาใต้
  • การ์เมเนเร (Carmenere) – ชิลี
  • กีอันตี (Chianti) – อิตาลี
  • แมร์โล (Merlot) – ฝรั่งเศส แคลิฟอร์เนีย วอชิงตัน ชิลี แอฟริกาใต้
  • ปีโนนัวร์ (Pinot Noir) – ฝรั่งเศส แคลิฟอร์เนีย ออริกอน แอฟริกาใต้
  • พิโนเทจ (Pinotage) – แอฟริกาใต้
  • เรียวคา (Rioja) – สเปน
  • ซีรา/ชีรัซ (Syrah/Shiraz) – ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย แคลิฟอร์เนีย แอฟริกาใต้
  • วัลโปลีเชลลา (Valpolicella) – อิตาลี
  • ซินฟันเดล (Zinfandel) – แคลิฟอร์เนีย

ไวน์ขาว (White wine)

ผลิตจากองุ่นขาวหรือองุ่นแดงแต่เอาเฉพาะน้ำองุ่น แบ่งออกเป็นหลายชนิด

  • ไวน์ขาวอ่อน (Vin Blanc Tranquille or Doux)
  • ไวน์ขาวแห้ง (Vin Blanc Sec or Demi-sec)
  • ไวน์ขาวหวาน (VDN, Porto, Xeres)
  • ไวน์ขาวอัดก๊าซ (Champagne, Vouvrey)
  • ลิเกอร์จากองุ่นขาว (Cognac, Armagnac, Pineau)

ตัวอย่างไวน์ขาวที่ได้รับความนิยม

  • ชาร์ดอเน (Chardonnay) – ฝรั่งเศส แคลิฟอร์เนีย ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้
  • ชาบลี (Chablis) – ฝรั่งเศส
  • เชอแนงบล็อง (Chenin Blanc) – แอฟริกาใต้ ฝรั่งเศส
  • ฟรัสกาตี (Frascati) – อิตาลี
  • เกเวือร์ซทรามีเนอร์ (Gewürztraminer) – ฝรั่งเศส เยอรมนี แอฟริกาใต้
  • ลีบเฟรามิลค์ (Liebfraumilch) – เยอรมนี
  • ออร์วีเอโต (Orvieto) – อิตาลี
  • ปีโนกรี/ปีนอตกรีโจ (Pinot Gris/Pinot Grigio) – ฝรั่งเศส อิตาลี ออริกอน
  • ปุยยี-ฟุยเซ (Pouilly-Fuissé) – ฝรั่งเศส
  • รีสลิง (Riesling) – ฝรั่งเศส เยอรมนี
  • โซวีญงบล็อง (Sauvignon Blanc) – ฝรั่งเศส แคลิฟอร์เนีย นิวซีแลนด์ แอฟริกาใต้
  • เซมียง (Sémillon) – แอฟริกาใต้
  • โซอาเว (Soave) – อิตาลี
  • แวร์ดิกกีโอเดย์กัสเตลลีดีเจซี (Verdicchio dei castelli di Jesi) – อิตาลี

สปาร์กลิงไวน์ (Sparkling wine)

เป็นไวน์ชนิดมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อัดอยู่

ตัวอย่างสปาร์กลิงไวน์ที่ได้รับความนิยม

  • อัสตีสปูมันเต (Asti spumante) – อิตาลี
  • กาบา (Cava) – สเปน
  • แชมเปญ/ชองปาญ (Champagne) – ฝรั่งเศส สปาร์กลิงไวน์ที่ผลิตขึ้นที่แคว้นนี้เท่านั้นจึงจะได้รับอนุญาตให้ใช้ชื่อว่า แชมเปญ
  • ฟรันชากอร์ตา (Franciacorta) – อิตาลี
  • โปรเซกโก (Prosecco) – อิตาลี
  • เซคท์ (Sekt) – เยอรมัน
  • สปาร์กลิงไวน์ (Sparkling wine) – แคลิฟอร์เนีย ออริกอน วอชิงตัน นิวเม็กซิโก

ไวน์สีกุหลาบ (rosé)

  • บูซุยโออาตซะเดโบโฮติน (Busuioacă de Bohotin) : โรมาเนีย
  • ลาเกรนโรซาโต (Lagrein Rosato) : อิตาลี
  • โรเซ (Rosé) : ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส โปรตุเกส แอฟริกาใต้ สเปน สหรัฐอเมริกา ตุรกี
น.ส.เทวีรัตน์  สาริกา ม.๖/๗ เลขที่๕

สาธารณรัฐอิตาลี Repubblica italiana (อิตาลี)

มาตรฐาน

สาธารณรัฐอิตาลี

Repubblica italiana (อิตาลี)
ธงชาติ ตราแผ่นดิน
คำขวัญไม่มี
เพลงชาติIl Canto degli Italiani
เมืองหลวง
(และเมืองใหญ่สุด)
โรม
41°54′N 12°29′E / 41.9°N 12.483°E
ภาษาทางการ ภาษาอิตาลี
การปกครอง สาธารณรัฐประชาธิปไตย
 – ประธานาธิบดี จอร์โจ นาโปลีตาโน
 – นายกรัฐมนตรี มารีโอ มอนตี
สถาปนาเป็น
 – การรวมชาติ 17 มีนาคม ค.ศ. 1861
 – สาธารณรัฐอิตาลี 2 มิถุนายน ค.ศ. 1946
พื้นที่
 – รวม 301,338 ตร.กม. (71)
116,346.5 ตร.ไมล์
 – แหล่งน้ำ (%) 2.4
ประชากร
 – 2552 (ประเมิน) 60,067,554[1] (23)
 – ธันวาคม 2547 (สำมะโน) 57,110,144
 – ความหนาแน่น 199.26 คน คน/ตร.กม. (54)
515.8 คน คน/ตร.ไมล์
จีดีพี (อำนาจซื้อ) 2551 (ประมาณ)
 – รวม 1.815 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ[2] (10)
 – ต่อหัว 30,581 ดอลลาร์สหรัฐ[2] (27)
ดพม. (2551) 0.945 (สูง) (19)
สกุลเงิน ยูโร (€) 2 (EUR)
เขตเวลา CET (UTC+1)
 – (DST) CEST (UTC+2)
โดเมนบนสุด .it
รหัสโทรศัพท์ 39
1 ภาษาเยอรมันเป็นภาษาทางการที่ 2 ของแคว้นเตรนตีโน-อัลโตอาดีเจ และยังมีชนกลุ่มน้อยทางภาษาอีก 11 กลุ่ม (เช่น แคว้นวัลเลดอสต์พูดภาษาฝรั่งเศส ที่มีการยอมรับจากรัฐธรรมนูญและกฎหมายอิตาลี
2 ก่อนหน้า พ.ศ. 2542ลีราอิตาลี

อิตาลี (อังกฤษ: Italy; อิตาลี: Italia) มีชื่ออย่างเป็นทางการคือ สาธารณรัฐอิตาลี (อังกฤษ:Italian Republic; อิตาลี: Repubblica italiana) เป็นประเทศในทวีปยุโรป บริเวณยุโรปใต้ ตั้งอยู่ในคาบสมุทรอิตาลีที่มีรูปทรงคล้ายรองเท้าบูต และมีเกาะ 2 เกาะใหญ่ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน คือ เกาะซิซิลีและเกาะซาร์ดิเนีย และพรมแดนตอนเหนือแบ่งประเทศโดยเทือกเขาแอลป์ กับประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และสโลวีเนีย ประเทศอิตาลีเป็นประเทศสมาชิกก่อตั้งของสหภาพยุโรป เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ นาโต และกลุ่มจี 8

มีประเทศอิสระ 2 ประเทศ คือ ซานมารีโนและนครรัฐวาติกัน เป็นดินแดนที่ล้อมรอบไปด้วยพื้นที่ของอิตาลี ในขณะที่เมืองกัมปีโอเนดีตาเลีย เป็นดินแดนส่วนแยกของอิตาลีที่ถูกล้อมรอบด้วยพื้นที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคจักรวรรดิโรมันประวัติศาสตร์

สนามกีฬาโคลอสเซียม สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในกรุงโรม

คาบสมุทรอิตาลีมีมนุษย์อาศัยตั้งแต่ยุคหินเก่า ดินแดนลุ่มแม่น้ำไทเบอร์เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลตั้งแต่เมื่อประมาณ 5 หมื่นปีที่แล้ว และด้วยอิตาลีนั้นตั้งอยู่บนคาบสมุทรในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งมีอารยธรรมโบราณกล่าวคือ อารยธรรมมิโนอันและไมซีเนียน อารยธรรมที่เกี่ยวพันกับอารยธรรมกรีกโบราณ อิตาลีเป็นประเทศที่มีอารยธรรมมาช้านานและแผ่ขยายดินแดนอื่น ๆ ในทวีปยุโรป

ในช่วง 1,600 ปีก่อนคริต์ศักราช พวกอีทรัสคันจากเอเชียไมเนอร์ก็ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่เป็นแคว้นทัสกานีในปัจจุบัน พร้อมกับนำอารยธรรมกรีกเข้ามาเผยแพร่ ส่วนพวกกรีกเองก็ได้เดินทางมาตั้งอาณานิคมชื่อว่า “แมกนากราเซีย” (อิตาลี:Magna Graecia) ในตอนใต้ของอิตาลีใน 800 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีพื้นที่ครอบคลุมบริเวณตั้งแต่เมืองเนเปิลส์จนถึงเกาะซิซิลี

ในคริสต์ศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสต์ศักราช พวกอีทรัสคันได้มีอำนาจปกครองดินแดนตั้งแต่บริเวณชายฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรอิตาลีตั้งแต่หุบเขาโป จนถึงบริเวณเมืองนาโปลี และดินแดนรอบ ๆ กรุงโรม ขณะเดียวกันชนเผ่าอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่ในคาบสมุทรอิตาลีก็รวมตัวกันจัดตั้งเป็นนครรัฐขึ้น เพื่อต่อต้านการขยายตัวและอำนาจของพวกอีทรัสคันและกรีก ชนเผ่าที่สำคัญในการต่อต้านอำนาจเหล่านี้ได้แก่พวกละติน หรือโรมัน ซึ่งเมื่อถึง 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช พวกละตินก็ได้มีอำนาจเหนือดินแดนอิตาลี เกาะซาร์ดิเนียและซิซิลี ทั้งหมดแล้ว

ใน 27 ปีก่อนคริสต์ศักราช โรมได้เปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองจากสาธารณรัฐเป็นระบอบจักรวรรดิ โดยมีจักรพรรดิออกเตเวียน เป็นจักรพรรดิพระองค์แรก นครหลวงแห่งนี้ได้เจริญถึงขีดสุดและสามารถขยายอำนาจปกครองอิทธิพลไปทั่วทั้งยุโรป และบริเวณรายรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของการค้าและความเจริญในด้านวัฒนธรรมและศิลปวิทยาการแขนงต่างๆ แทนอารยธรรมกรีกที่เสื่อมถอยลง ระหว่างปี ค.ศ. 96 – 180 เป็นช่วงระยะเวลาแห่งความเจริญรุ่งเรืองของจักรพรรดิที่ปกครอง 5 พระองค์ แต่หลังจากนั้น โรมต้องประสบปัญหาทั้งในทุก ๆ ด้าน รวมไปถึงการรุกรานของพวกอนารยชน รวมทั้งการเสื่อมโทรมทางศีลธรรมจรรยา ใน ค.ศ. 312 จักรพรรดิคอนสแตนตินทรงยอมรับคริสต์ศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งมีผลให้คริสต์ศาสนามีโอกาสได้เผยแพร่ไปทั่วดินแดนที่อยู่ใต้อาณัติของโรม และทรงแบ่งจักรวรรดิโรมันออกเป็นสองส่วน คือ จักรวรรดิโรมันตะวันตก และจักรวรรดิไบแซนไทน์

ในคริสต์คริสต์ศตวรรษที่ 5 จักรวรรดิโรมันตะวันตกและกรุงโรมได้ถูกพวกอนารยชนชาวเยอรมันเข้าปล้นสะดม ซึ่งต่อมาในปี ค.ศ. 476 จักรพรรดิโรมันพระองค์สุดท้ายก็ถูกพวกอนารยชนขับออกจากบัลลังก์ คาบสมุทรอิตาลีถูกแบ่งออกเป็นนครรัฐทั้งหลายซึ่งมีอิสระต่อกันกว่า 14 รัฐ

[แก้]ยุคกลาง

แผ่นดินอิตาลีในยุคกลางตอนต้น

ในช่วงต้นของยุคกลาง ดินแดนต่าง ๆ ในยุโรปได้ตกอยู่ในสภาวะระส่ำระสายที่บ้านเมืองขาดผู้นำ ระบบการเมือง เศรษฐกิจและสังคมถูกทำลาย แต่ในขณะเดียวกันบิชอบแห่งโรม ก็ได้สามารถสถาปนาอำนาจสูงสุดในคริสตจักรซึ่งต่อมาคือสันตะปาปา และสามารถจัดตั้งรัฐสันตะปาปา อีกทั้งยังเป็นผู้สืบทอดอารยธรรมโรมันที่ยังหลงเหลือให้คงอยู่ต่อไป อย่างไรก็ดี แม้นครรัฐต่าง ๆ ในคาบสมุทรอิตาลีจะขาดเอกภาพทางการเมือง แต่นครรัฐเหล่านั้นยังเป็นศูนย์กลางของความเจริญมั่งคั่งและการฟื้นตัวของศิลปะและวัฒนธรรมของยุโรป

ในกลางคริสต์คริสต์ศตวรรษที่ 14 อิตาลีได้ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูศิลปวิทยาการของอารยธรรมกรีกและโรมัน โดยเรียกว่า ยุคเรอเนซองส์ และเป็นผู้นำของลัทธิมนุษยนิยม ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปยังตกอยู่ภายใต้การปกครองแบบศักดินา แต่เมื่อเข้าปลายคริสต์คริสต์ศตวรรษที่ 15 อิตาลีได้ตกเป็นสมรภูมิแย่งชิงอำนาจระหว่างฝรั่งเศส สเปน และออสเตรีย กล่าวคือ เมื่อปี ค.ศ. 1494 พระเจ้าชาร์ลที่ 8 แห่งฝรั่งเศสได้เปิดการโจมตีคาบสมุทร ซึ่งได้ดำเนินเรื่อยมาถึงกลางคริสต์คริสต์ศตวรรษที่ 16 และการโจมตีเพื่อแย่งการเป็นเจ้า ระหว่างฝรั่งเศสและสเปน

ราชอาณาจักรอิตาลี (ค.ศ. 1861-1946)

เบนิโต มุสโสลินี (ซ้าย) กับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (ขวา) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้มีการชุมนุมของขบวนการชาตินิยม เพื่อต้องการรวมอิตาลีจนเป็นผลสำเร็จ โดยการนำของพระเจ้าวิคเตอร์เอมมานูเอลที่ 2 นับแต่นั้นมา อิตาลีจึงอยู่ภายใต้การปกครองระบอบกษัตริย์ เรื่อยมาจนกระทั่งในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในอิตาลี เมื่อมีการประกาศยกเลิกความเป็นพันธมิตรกับเยอรมนีและจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี และเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จนได้รับสมญานามว่าเป็น 1 ใน 4 มหาอำนาจ (The Big Four) ต่อมาสงครามได้ยุติลงด้วยชัยชนะของสัมพันธมิตร อิตาลีจึงได้ดินแดนบางส่วนของออสเตรียมาครอบครอง

ต่อมาในปี ค.ศ. 1922 ระบบเผด็จการฟาสซิสต์ ถูกนำมาใช้ในประเทศอิตาลีกว่า 20 ปี โดยการนำของเบนิโต มุสโสลินี ถึงแม้ว่าจะมีกษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่ก็เป็นเพียงในนามเท่านั้น จนกระทั่งเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่สอง อิตาลีเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรยึดเกาะซิซิลีได้ มุสโสลินีจึงถูกปลดออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งปีเอโตร บาโดลโย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน และประกาศสงครามกับนาซีเยอรมนี จนได้รับชัยชนะ โดยมุสโสลินีถูกกลุ่มต่อต้านฟาสซิสต์จับกุม และถูกสังหารที่เมืองมิลาน[3]

สาธารณรัฐอิตาลี

เมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง สิ้นสุดลง อิตาลียังคงมีพระเจ้าวิคเตอร์ เอ็มมานูเอลที่ 3 เป็นประมุขอยู่ ต่อมาพระองค์สละราชสมบัติให้กับพระเจ้าอุมแบร์โตที่ 2 ขึ้นครองราชย์แทน แต่ครองราชย์ได้เพียง 1 เดือนเท่านั้น ประชาชนต่างลงประชามติให้อิตาลีเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบกษัตริย์มาเป็นระบบสาธารณรัฐในระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1946 โดยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญในปี ค.ศ. 1948 จนถึงปัจจุบัน[3]

ภูมิศาสตร์

ภาพถ่ายดาวเทียมประเทศอิตาลี

ยอดเขามงบล็อง ภูเขาที่สูงที่สุดในอิตาลีและยุโรปตะวันตก

ภูมิประเทศ

ประเทศอิตาลีตั้งอยู่บนคาบสมุทรอิตาลี ถูกล้อมรอบด้วยทะเลในทุกๆ ด้านยกเว้นด้านเหนือ อาณาเขตทางทิศเหนือติดต่อกับประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์และออสเตรียโดยมีเทือกเขาแอลป์กั้นแบ่ง โดยในเทือกเขามีภูเขาที่สูงที่สุดในทวีปยุโรป คือภูเขามอนเตบีอังโก (อิตาลี: Monte Bianco) ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศอิตาลี เทือกเขาที่สำคัญอีกแห่งคือ เทือกเขาแอเพนไนน์ (อิตาลี: Appennini) พาดผ่านตอนกลางและตอนใต้ของประเทศ มีแม่น้ำที่ยาวที่สุดในอิตาลีคือแม่น้ำโป (Po) และแม่น้ำไทเบอร์ที่ไหลผ่านกรุงโรม อิตาลีมีดินแดนที่ราบลุ่มริมแม่น้ำราว 25 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งประเทศ[4] โดยที่ราบลุ่มแม่น้ำโป ทางตะวันออกเฉียงเหนือเป็นบริเวณพื้นที่ราบที่กว้างใหญ่ที่สุด อิตาลีมีเกาะมากมาย แต่เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคือเกาะซิซิลีและเกาะซาร์ดิเนีย สามารถเดินทางได้โดยเรือและเครื่องบิน

ทางตอนเหนือของอิตาลีมีทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่มากมาย เช่น ทะเลสาบการ์ดา โกโม มัจโจเร และทะเลสาบอีเซโอ เนื่องจากประเทศอิตาลีถูกล้อมรอบด้วยทะเล ดังนั้นจึงมีชายฝั่งทะเลยาวหลายพันกิโลเมตร ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และนักท่องเที่ยวก็นิยมเที่ยวสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของอิตาลีอีกด้วย ประเทศอิตาลีมีทะเลสาบปล่องภูเขาไฟมากอันดับหนึ่งของโลก เมืองหลวงของประเทศอิตาลีคือกรุงโรม และเมืองสำคัญอื่น ๆ เช่นเมืองมิลาน ตูริน ฟลอเรนซ์ เนเปิลส์ และเวนิส และภายในประเทศอิตาลียังมีประเทศแทรกอยู่ 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศซานมารีโนและนครรัฐวาติกัน

ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของประเทศ คือ ปรอท โพแทช (โพแทสเซียมคาร์บอเนต) หินอ่อน กำมะถันแก๊สธรรมชาติ น้ำมันดิบ ปลาและถ่านหิน[5]

อิตาลีมีปัญหาด้านสภาพแวดล้อม เช่น มลภาวะเป็นพิษจากอุตสาหกรรมและการสันดาบ ชายฝั่งแม่น้ำเน่าเสียจากอุตสาหกรรม และสารตกค้างจากการเกษตร ฝนกรด การขาดการดูแลบำบัดของเสียจากอุตสาหกรรมอย่างเพียงพอ และปัญหาด้านภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว ดินและโคลนถล่ม ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม รวมถึงปัญหาแผ่นดินทรุดตัวในเวนิส[5]

ภูมิอากาศ

ประเทศอิตาลีมีลักษณะอากาศหลากหลายแบบ และอาจมีความแตกต่างจากภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียนตามลักษณะพื้นที่ตั้ง พื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศ เช่นเมืองตูริน มิลานและโบโลญญา มีลักษณะแบบอากาศภาคพื้นทวีปที่ค่อนข้างร้อนชึ้น (การแบ่งลักษณะภูมิอากาศแบบเคิปเปน: Cfa) พื้นที่ชายฝั่งติดกับทะเลของแคว้นลิกูเรียและส่วนใหญ่ของคาบสมุทรที่อยู่ใต้ลงไปจากฟลอเรนซ์เป็นภูมิอากาศแบบเมดิเตอร์เรเนียน (การแบ่งลักษณะภูมิอากาศแบบเคิปเปน: Csa) คือมีอากาศอบอุ่นตลอดทั้งปี โดยมีลมจากแอฟริกาพัดเอาความร้อนและความชี้นเข้ามา[4] พื้นที่ชายฝั่งของคาบสมุทรอิตาลีสามารถมีความแตกต่างกันได้มากจากระดับความสูงของภูเขาและหุบเขา โดยเฉพาะเมื่อถึงฤดูหนาวในที่สูงก็จะมีอากาศหนาว ชื้น และมักจะมีหิมะตก ภูมิภาคริมทะเลมีอากาศไม่รุนแรงในฤดูหนาว อากาศอุ่นและมักจะแห้งในฤดูร้อน และพื้นที่ต่ำกลางหุบเขามีอากาศค่อนข้างร้อนในฤดูร้อน

ประเทศอิตาลีมีฤดู 4 ฤดู ได้แก่ ฤดูหนาว ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน และฤดูใบไม้ร่วง

การเมืองการปกครอง

จอร์โจ นาโปลีตาโน ประธานาธิบดีคนปัจจุบันของอิตาลี

การปกครองของประเทศอิตาลีเป็นรูปแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตย มีรัฐสภา และใช้ระบบพรรคผสม รัฐสภาของอิตาลีประกอบด้วยวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ผู้แทนของทั้งสองสภาดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี[6] รัฐมนตรีได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี ส่วนอำนาจนิติบัญญัติควบคุมโดยสภานิติบัญญัติสองสภา ประเทศอิตาลีใช้รูปแบบการปกครองแบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยมาตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน ค.ศ. 1946 หลังจากการล้มล้างระบอบราชาธิปไตยโดยการลงประชามติของประชาชน มีรัฐธรรมนูญฉบับแรกประกาศใช้เมื่อ 1 มกราคม ค.ศ. 1948

รัฐสภาอิตาลีประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ประธานรัฐสภา คือ ประธานสภาผู้แทนราษฎร การบัญญัติกฎหมายใดๆ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้ง 2 สภา วาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกทั้ง 2 สภาคือ 5 ปี และการเลือกตั้งจะทำพร้อมกันทั้ง 2 สภา โดยจะมีขึ้นทุก ๆ 5 ปี หรือเร็วกว่านั้นหากประธานาธิบดีไม่อาจสรรหานายกรัฐมนตรีที่สามารถจัดตั้ง คณะรัฐบาลให้ทั้ง 2 สภาให้ความเห็นชอบได้ การเลือกตั้งครั้งสุดท้ายคือเมื่อวันที่ 9 – 10 เมษายนพ.ศ. 2549 (มีการเลือกตั้ง 2 วันโดยมีจุดประสงค์เพื่อให้คนมาลงคะแนนมากขึ้น) สภาผู้แทนราษฎร (อิตาลี: Camera dei Deputati) ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 630 คน โดย 475 คนมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และอีก 155 คนมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจากแคว้นต่างๆ ผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งจะต้องมีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป วุฒิสภา (อิตาลี: Senato della Repubblica) ประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 326 คน โดย 315 คนมาจากการเลือกตั้งทั่วไป จากแคว้น ต่างๆ ทั่วประเทศ และมีวุฒิสมาชิกตลอดชีพอีกจำนวนหนึ่ง (ปัจจุบันมี 7 คน) ซึ่งจะแต่งตั้งจากบุคคลชั้นนำของสังคม

ซิลวีโอ แบร์ลุสโกนี นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของอิตาลี

ประเทศอิตาลีมีประธานาธิบดีคือ จอร์โจ นาโปลีตาโน ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2006 และจะสิ้นสุดวาระในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2013 (ประธานาธิบดีของอิตาลีดำรงวาระ 7 ปี) ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนที่ 7 แห่งสาธาณรัฐอิตาลี ขึ้นดำรงตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีการ์โล อาเซลโย ชัมปี อิตาลีมีประธานาธิบดีคนแรกคือ เอนรีโก เด นีโกลาส่วนนายกรัฐมนตรีในขณะนี้คือ ซิลวีโอ แบร์ลุสโกนี ขึ้นดำรงตำแหน่งในช่วงเดียวกัน

ประเทศอิตาลีเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศแรกทั้งหมด 11 ประเทศที่เข้าร่วมในสหภาพยุโรปในปี ค.ศ. 2002 และอิตาลีก็ได้เปลี่ยนสกุลเงินมาเป็นยูโร ซึ่งก่อนหน้านั้นอิตาลีใช้สกุลเงินลีรา (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1881)

การปกครองส่วนท้องถิ่น อิตาลีแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 20 แคว้น แบ่งเป็นแคว้น 15 แคว้น และแคว้นปกครองตนเอง 5 แคว้น โดยในแต่ละแคว้นจะมีองค์กรการปกครองหลักอยู่ 3 องค์กร คือ[7]

  • คณะมนตรีแคว้น (Regional Council) ทำหน้าที่ตรากฎหมายและระเบียบข้อบังคับในเขตอำนาจ
  • คณะมนตรีกรรมการ (The Junta) ทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร
  • ประธานคณะกรรมการ (The President of the Junta) ทำหน้าที่คล้ายนายกรัฐมนตรีในเขตอำนาจ แต่ทั้งนี้ ก็จะมีผู้แทนของรัฐบาลคนหนึ่งอยู่ประจำ ณ นครหลวงของแคว้นนั้น ๆ คอยควบคุมดูแลการบริหารของรัฐบาลท้องถิ่นและทำหน้าที่ประสานงานระหว่างรัฐบาลท้องถิ่นกับรัฐบาลกลาง

[แก้]การแบ่งเขตการปกครอง

สาธารณรัฐอิตาลีแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 15 แคว้นหรือ เรโจนี (อิตาลี: Regioni) และ 5 แคว้นปกครองตนเอง หรือ เรโจนีเอาโตโนเม (อิตาลี:Regioni autonome) และแต่ละแคว้นก็จะแบ่งการปกครองออกเป็นจังหวัด (อิตาลี: Province) และแต่ละจังหวัดก็จะแบ่งออกเป็นเทศบาลหรือ โกมูนี (อิตาลี:Comuni)

เขตการปกครองในประเทศอิตาลี

(ตัวหนังสือเอียง หมายถึง เป็นแคว้นปกครองตนเอง)

# แคว้น เมืองหลวง พื้นที่
(ตร.กม.)
ประชากร
[1]
1 อาบรุซโซ
(Abruzzo)
ลากวีลา
(L’Aquila)
10,794 1,334,675
2 บาซีลีกาตา
(Basilicata)
โปเตนซา
(Potenza)
9,992 590,601
3 กาลาเบรีย
(Calabria)
กาตันซาโร
(Catanzaro)
15,080 2,008,709
4 กัมปาเนีย
(Campania)
เนเปิลส์ (นาโปลี)
(Naples; Napoli)
13,595 5,812,962
5 เอมีเลีย-โรมัญญา
(Emilia-Romagna)
โบโลญญา
(Bologna)
22,124 4,337,979
6 ฟรีอูลี-เวเนเซียจูเลีย
(Friuli-Venezia Giulia)
ตรีเอสเต
(Trieste)
7,855 1,230,936
7 ลาซีโอ
(Lazio)
โรม (โรมา)
(Rome; Roma)
17,207 5,626,710
8 ลิกูเรีย
(Liguria)
เจนัว (เจโนวา)
(Genoa; Genova)
5,421 1,615,064
9 ลอมบาร์ดี (ลอมบาร์เดีย)
(Lombardy; Lombardia)
มิลาน (มีลาโน)
(Milan; Milano)
23,861 9,742,676
10 มาร์เก
(Marche)
อังโกนา
(Ancona)
9,694 1,569,578
11 โมลีเซ
(Molise)
กัมโปบัสโซ
(Campobasso)
4,438 320,795
12 ปีเอมอนเต
(Piemonte)
ตูริน (โตรีโน)
(Turin; Torino)
25,399 4,432,571
13 ปูลยา
(Puglia)
บารี
(Bari)
19,362 4,079,702
14 ซาร์ดิเนีย (ซาร์เดญญา)
(Sardinia; Sardegna)
กาลยารี
(Cagliari)
24,090 1,671,001
15 วัลเลดาออสตา (วาเลโดสต์)
(Valle d’Aosta; Vallée d’Aoste)
อาออสตา
(Aosta)
3,263 4,337,979
16 ทัสกานี (ตอสกานา)
(Tuscany; Toscana)
ฟลอเรนซ์ (ฟีเรนเซ)
(Florence; Firenze)
22,997 3,707,818
17 เตรนตีโน-อัลโตอาดีเจ
(Trentino-Alto Adige)
เตรนโต
(Trento)
13,607 1,018,657
18 อุมเบรีย
(Umbria)
เปรูจา
(Perugia)
8,456 894,222
19 ซิซิลี (ซีชีเลีย)
(Sicily; Sicilia)
ปาแลร์โม
(Palermo)
25,708 5,037,799
20 เวเนโต
(Veneto)
เวนิส (เวเนเซีย)
(Venice; Venezia)
18,391 4,885,548

เมืองสำคัญ

Piazza San Pietro, Citta del Vaticano.jpg
โรม
PiazzadelDuomoMilan.jpg
มิลาน
อันดับ เมือง แคว้น ประชากร อันดับ เมือง แคว้น ประชากร

Napoli and Vesuvius.jpg
เนเปิลส์
Torino-panoramadaicappuccini.jpg
ตูริน

1 โรม ลาซีโอ 2,724,347 11 เวนิส เวเนโต 270,098
2 มิลาน ลอมบาร์ดี 1,295,705 12 เวโรนา เวเนโต 265,368
3 เนเปิลส์ กัมปาเนีย 963,661 13 เมสซีนา ซิซิลี 243,381
4 ตูริน ปีเอมอนเต 908,825 14 แพดัว เวเนโต 211,936
5 ปาแลร์โม ซิซิลี 659,433 15 ตรีเอสเต ฟรีอูลี-เวเนเซียจูเลีย 205,341
6 เจนัว ลิกูเรีย 611,171 16 ตารันโต ปูลยา 194,021
7 โบโลญญา เอมีเลีย-โรมัญญา 374,944 17 เบรชชา ลอมบาร์ดี 190,844
8 ฟลอเรนซ์ ทัสกานี 365,659 18 เรจโจกาลาเบรีย กาลาเบรีย 185,621
9 บารี ปูลยา 320,677 19 ปราโต ทัสกานี 185,091
10 กาตาเนีย ซิซิลี 296,469 20 ปาร์มา เอมีเลีย-โรมัญญา 182,389
ประมาณการจาก ISTAT ของวันที่ 31 ธันวาคม 2008

.

เศรษฐกิจ

รถยนต์เฟียท 500 (Fiat 500) รุ่นใหม่ที่ผลิตขึ้นในเมืองโตริโน แคว้นปีเอมอนเต

ในช่วงหลังของทศวรรษ 1980 เศรษฐกิจของอิตาลีจัดอยู่ในเกณฑ์ดี แต่เริ่มประสบปัญหาในทศวรรษต่อมา ทำให้รัฐบาลไม่สามารถควบคุมปัญหาการขาดดุลสาธารณะได้ เดิมอิตาลีเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่หลังจากปี ค.ศ. 1945 ได้เริ่มพัฒนาภาคอุตสาหกรรมจนกระทั่งปัจจุบันมีประชากรเพียงร้อยละ 7 อยู่ในภาคการเกษตร ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ทางภาคใต้และมีฐานะยากจนกว่าทางภาคเหนือและกลาง พืชหลักที่เพาะปลูก ได้แก่ ต้นบีต ข้าวสาลี ข้าวโพด มันเทศและองุ่น (อิตาลีใช้องุ่นทำไวน์และเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกด้วย) [5]

ประเทศอิตาลีมีพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่เหมาะแก่การเกษตรกรรม และมีทรัพยากรธรรมชาติไม่มาก แม้จะมีก๊าซธรรมชาติอยู่บ้าง จึงเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าอาหาร และพลังงาน อิตาลีเปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาเกษตรกรรม เป็นอุตสาหกรรมแบบพื้นฐาน และมีขนาดใหญ่เป็นลำดับต้นๆ ของโลก โดยรายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชากรสูงไล่เลี่ยกับอังกฤษและฝรั่งเศส อิตาลีมีจุดแข็งในอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

อุตสาหกรรมที่สำคัญของประเทศมี รถยนต์ เครื่องจักรกล การก่อสร้าง เคมีภัณฑ์ เภสัชภัณฑ์ เครื่องไฟฟ้า เครื่องเรือน อุตสาหกรรมทอผ้า เสื้อผ้า แฟชั่น และการท่องเที่ยว อิตาลีเป็นสมาชิกกลุ่มจี 8 และเข้าร่วมสหภาพการเงินของสหภาพยุโรป (EMU) เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1998 แม้ระบบเศรษฐกิจของอิตาลีเป็นระบบทุนนิยม ที่ภาคเอกชนสามารถดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างเสรี แต่รัฐบาลยังคงเข้ามามีบทบาทควบคุมกิจกรรมที่สำคัญ เช่น สาธารณูปโภค อุตสาหกรรมพื้นฐาน เป็นต้น ซึ่งได้ก่อประโยชน์ให้แก่ภาครัฐบาลในการสร้างฐานอำนาจ และแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีความพยายามที่จะลดบทบาทของพรรคการเมือง โดยการแปรรูปรัฐวิสาหกิจให้ภาคเอกชนเข้ามาดำเนินการ แต่อิตาลียังมีปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศหลายอย่าง เช่น การขาดดุลงบประมาณในระดับสูง การว่างงาน การขาดแคลนทรัพยากรพลังงานในประเทศ และระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างอิตาลีตอนเหนือ (แคว้นลอมบาร์ดี เอมีเลีย-โรมัญญา และทัสกานี) ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมและการค้า และมีกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs อยู่หนาแน่น กับอิตาลีตอนกลางและตอนล่าง รวมทั้งเกาะซิซิลีและเกาะซาร์ดิเนีย ซึ่งเป็นแหล่งเกษตรกรรม บริเวณที่พัฒนาน้อยกว่านี้มีพื้นที่ประมาณ 40% ของพื้นที่ทั้งประเทศ โดยพื้นที่นี้มีประชากรอาศัยอยู่ถึงร้อยละ 35 ของประชากรทั้งประเทศ และมีอัตราการว่างงานสูงถึงกว่าร้อยละ 20 [8]

ทรัพยากร

ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 อิตาลีเป็นประเทาที่มีทรัพยากรมากที่สุดและยังมีทรัพยากรจากแหล่งอาณานิคม ทรัพยากรของอิตาลีมี เหล็ก ทองแดงกำมะถันพบมากในซาร์ดิเนียทางตอนใต้ของอิตาลีมีทะเลสาบปล่องภูเขาไฟจำนวนมาก อิตาลียังมีถ่านหิน ดีบุกส่วนเกาะซิซิลีของอิตาลีมีก๊าซธรรมชาติมากเกาะซาร์ดิเนียมีบีตและโรงงานทำน้ำตาลซึ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป[ต้องการอ้างอิง] (น้ำตาลในยุโรปส่วนใหญ่มาจากอิตาลี) อิตาลีปลูกกาแฟมากที่สุดในยุโรป[ต้องการอ้างอิง] เป็นที่มาของคาปูชิโนและเอสเปรสโซทั้งสองมีต้นกำเนิดที่อิตาลี ทางตอนเหนือของอิตาลีนิยมปลูกองุ่นที่ใช้ทำไวน์ อิตาลีเป็นประเทศที่ค้าไวน์รายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก

การคมนาคม

ประเทศอิตาลีมีถนนความยาวทั้งหมด 487,700 กิโลเมตร เชื่อมต่อ 13 ประเทศรอบอิตาลี มีสนามบินทั้งหมด 132 แห่ง โดยที่เป็นศูนย์กลางการบิน 2 แห่ง คือ สนามบินนานาชาติเลโอนาร์โด ดา วินชี ในกรุงโรม และสนามบินนานาชาติมัลเปนซา ในมิลาน มีสายการบินสู่ประเทศ 44 ประเทศ (ค.ศ. 2008) มีทางรถไฟความยาวทั้งหมด 19,460 กิโลเมตร เชื่อมต่อ 16 ประเทศ[9]

ประชากรและวัฒนธรรม

ประชากร

ย่านลิตเติ้ลอิตาลี ในนครนิวยอร์ก เป็นย่านที่มีชาวอิตาลีอยู่เป็นจำนวนมาก

ประชาชนที่อยู่ในประเทศอิตาลีเรียกว่า ชาวอิตาเลียน ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากคนในสมัยโรมันโบราณจำนวนประชากรของประเทศอิตาลีมีประมาณ 60 ล้านคน[1] โดยประมาณ 2.5 ล้านคนอาศัยอยู่ในกรุงโรม และอีก 1.5 ล้านคนอยู่ในมิลาน ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก มีภาษาทางการคือภาษาอิตาลี และบางพื้นที่ในประเทศเยอรมนีและฝรั่งเศสก็พูดด้วย แต่จะเป็นภาษาซิซิลี และภาษาซาร์ดีเนีย ซึ่งคล้ายกับภาษาอิตาลีแต่ต่างกันที่สำเนียงเท่านั้น

ประชากรส่วนใหญ่ในอิตาลีมีเชื้อชาติอิตาลีถึง 94.2% ของประชากรทั้งประเทศ และอื่นๆอีก เช่น อัลบาเนีย ยูเครน โรมาเนีย 1.94% แอฟริกัน 1.34% เอเชีย 0.92% อเมริกาใต้ 0.46% และอื่นๆ 1.14%[10]

ประเทศอิตาลีมีสถานที่ที่เป็นแหล่งมรดกโลกอยู่มากกว่าประเทศอื่นในโลก [11] ซึ่งมีทั้งมรดกโลกทางวัฒนธรรมและมรดกโลกทางธรรมชาติที่มีคุณค่าอย่างมาก ประมาณ 60% ของงานจิตรกรรมทั้งหมดในโลกสรรค์สร้างขึ้นในประเทศอิตาลี และประเทศนี้ยังผลิตไวน์ที่มากกว่าประเทศอื่นอีกด้วย

ศาสนา

ศาสนาที่ผู้คนส่วนใหญ่ในอิตาลีนับถือคือ คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ชาวอิตาลีถึง 87.8% เป็นโรมันคาทอลิกโดยพฤตินัย[12] แม้ว่ามีเพียงประมาณหนึ่งในสามที่มีเหตุผลในการเลือกนับถือศาสนาคริสต์ (36.8%) ส่วนคริสต์นิกายออร์โธด็อกซ์มีผู้นับถือมากกว่า 700,000 คน ประกอบด้วยกรีกออร์โทดอกซ์180,000 คน[13]และอีก 550,000 คนนับถือนิกายเพ็นเทคอสและอิแวนเจลิคัล (0.8%) ส่วนสมาชิกของนิกายแห่งพระเจ้ามีประมาณ 400,000 คน กลุ่มพยานพระยะโฮวา 235,685 คน (0.4%) [14] นิกายวัลเดนเชียนส์30,000 คน[15] นิกายการกำเนิดแห่งวันที่ 7 มีประมาณ 22,000 คน นิกายมอรมอน 22,000 คน นิกายแบ็พทิสต์ 15,000 คน นิกายลูเธอรัน 7,000 คน และนิกายเมธอดิสต์ 4,000 คน[16] ส่วนศาสนาชนกลุ่มน้อยที่เก่าแก่ที่สุดคือศาสนายูดาย มีคนนับถือ 45,000 คน ประเทศอิตาลีมีกลุ่มศาสนาที่ไม่ใช่ศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่ไม่ค่อยมากนัก เช่นการอพยพเข้ามาของประชากรจากส่วนอื่นๆ ของโลก เป็นผลทำให้อิตาลีมีมุสลิมอาศัยอยู่ประมาณ 825,000 คน[17] (1.4% ของประชากรทั้งประเทศ) แต่เป็นพลเมืองอิตาลีเพียง 50,000 คน นอกจากนี้ อิตาลีมีชาวพุทธ 50,000 คน[18][19] โดยที่ศาสนาพุทธ รัฐบาลอิตาลี ได้รับรองสถานะของสมาคมชาวพุทธในอิตาลี เมื่อ 20 มีนาคม พ.ศ. 2543 และมีวัดไทยสำคัญคือ วัดสันตจิตตาราม อยู่ห่างจากกรุงโรม 52 กิโลเมตร[6] ซิกข์ 70,000 คน[20] และชาวฮินดู70,000 คน

การศึกษา

การศึกษาในอิตาลี แบ่งเป็นประถมศึกษาจนถึงระดับมัธยมศึกษา ใช้เวลาเรียน 13 ปี (ใช้ระบบ 5-3-5) และระดับอุดมศึกษาซึ่งค่อนข้างยุ่งยากและมีความแตกต่างจากระบบการศึกษาในประเทศอื่น การแบ่งวุฒิการศึกษาจากระดับต่างๆ ในขั้นสูง แบ่งได้ 4 ระดับ[6]ได้แก่

  1. ระดับเทียบเท่าปริญญาตรี (Diploma Universitario)
  2. ระดับเทียบเท่าปริญญาโท (Laurea Speciallstica)
  3. ระดับเทียบเท่าสูงกว่าปริญญาโท (Laurea Specializzazione)
  4. ระดับเทียบเท่าปริญญาเอก (Dottorato di Ricerca)

เทศกาลสำคัญ

เทศกาลคาร์นิวัลที่เมืองเวียเรจจีโอ แคว้นทัสกานี

  • เทศกาลคาร์นิวัล จัดในช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ จัดตามเมืองต่างๆ แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดอยู่ที่เมืองเวนิส แคว้นเวเนโต มีลักษณะของงานคือเน้นการแต่งการแฟนซีและสวมหน้ากาก
  • เทศกาลทางศาสนา เช่น เทศกาลอีสเตอร์ ประกอบด้วยการเดินขบวนกู๊ดฟรายเดย์หรือเรียกว่าวันอาทิตย์อีสเตอร์ จัดขึ้นในช่วงรอยต่อระหว่างเดือนมีนาคมถึงเมษายน ภายในเทศกาลจะมีการเฉลิมฉลอง พระสันตะปาปาจะมีกระแสรับสั่งถึงคริสตศาสนิกชนในวันอาทิตย์อีสเตอร์ ซึ่งจัดขึ้นที่นครรัฐวาติกัน
  • เทศกาลศิลปะและดนตรี (อิตาลี: Maggio Musicale Fiorentino) จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ที่เมืองฟลอเรนซ์ แคว้นทัสกานี
  • เทศกาลโอเปร่า ที่เมืองเวโรนา แคว้นเวเนโต
  • เทศกาลลดราคาสินค้าประจำปี จัดขึ้นทั่วประเทศในช่วงเดือนกรกฎาคม และเดือนต่อมาก็จะเป็นช่วงแห่งการพักร้อน ร้านค้าและกิจการในเมืองจะปิด และผู้คนจะไปพักร้อนตามทะเล
  • เทศกาลฉลองฤดูกาลเก็บเกี่ยวองุ่นที่ใช้ทำไวน์
  • เทศกาลภาพยนตร์ จัดที่เมืองฟลอเรนซ์ ในเดือนพฤศจิกายน
  • พิธีมิสซา (ศีลมหาสนิท) ตามโบสถ์ต่างๆ และในคืนวันที่ 24 ธันวาคม สมเด็จพระสันตะปาปาจะเสด็จออกจากบนพระระเบียงมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ นครรัฐวาติกัน

ความสัมพันธ์กับประเทศไทย

ด้านการทูต

ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิตาลีมา ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2411 (ค.ศ. 1868) โดยไทยและอิตาลีได้ลงนามสนธิสัญญาฉบับแรกคือ สนธิสัญญาว่าด้วยมิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือ (Treaty of Friendship, Commerce and Navigation) ซึ่งได้ลงนามเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1868 ต่อมาอิตาลีได้แต่งตั้งกงสุลอิตาลีประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2429

ความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-อิตาลีโดยทั่วไปดำเนินไปอย่างราบรื่น ทั้งสองฝ่ายไม่มีปัญหาขัดแย้งที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน นอกจากนั้น ยังมีการแลกเปลี่ยนการเยือนทั้งในระดับพระราชวงศ์ บุคคลสำคัญ และเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลทั้งสองประเทศอย่างสม่ำเสมอ

ไทยมีสถานเอกอัครราชทูตไทยประเทศอิตาลีที่กรุงโรม และมีสถานกงสุลใหญ่ประจำประเทศไทย 5 แห่ง คือ ที่เมืองตูริน เจโนวา มิลาน นาโปลี และคาตาเนีย[7] และที่มีสถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทยที่กรุงเทพ[21]

การค้าและเศรษฐกิจ

ในปี พ.ศ. 2549 ประเทศอิตาลีเป็นคู่ค้าของไทยอันดับที่ 4 ในสหภาพยุโรป และอันดับที่ 21 ในโลก โดยมีมูลค่าการค้ารวม 2.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 9.2 ของการค้ารวมของไทย เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2548 ร้อยละ 0.24 โดยไทยส่งออก 1.49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 1.47 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนการลงทุน ในปี พ.ศ. 2549 การลงทุนของอิตาลีในไทย มีมูลค่ารวม 481.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 จากปี พ.ศ. 2548 โดยเป็นด้านแร่ธาตุและเซรามิค 1 โครงการ อุตสาหกรรมเบาและเส้นใย 2 โครงการ ผลิตภัณฑ์โลหะและเครื่องจักร 3 โครงการ ด้านเคมีภัณฑ์และกระดาษ 1 โครงการและด้านบริการ 2 โครงการ

สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ รถยนต์และส่วนประกอบ ยางพารา ปลาหมึกสดแช่เย็น เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องใช้ไฟฟ้าและส่วนประกอบอื่นๆ อัญมณีและเครื่องประดับ ผ้าผืน เครื่องโทรสาร โทรพิมพ์ โทรศัพท์ เป็นต้น

สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ ผ้าผืน ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ผลิตภัณฑ์โลหะ ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ การทดสอบ เครื่องใช้เบ็ดเตล็ด เป็นต้น

การท่องเที่ยว

นักท่องเที่ยวอิตาลีมาท่องเที่ยวที่ประเทศไทยประมาณ 130,000 คนต่อปี โดยมีจำนวนมากน้อยตามสภาวะเศรษฐกิจของอิตาลีและยุโรป ในขณะที่นักท่องเที่ยวไทยไปอิตาลีปีละประมาณ 12,350 คน และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี และสายการบินไทยมีเส้นทางการบินจากกรุงเทพสู่มิลาน สัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน จากเดิมมีเพียงการบินจากโรมเข้าสู่กรุงเทพทั้งสิ้น 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

น.ส.เทวีรัตน์   สาริกา ม.๖/๗เลขที่๕

ทีมชาติอืตาลี

มาตรฐาน

ฟุตบอลทีมชาติอิตาลี

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
ทีมชาติอิตาลี
Shirt badge/Association crest
ฉายา Azzurri (อัซซูรี)
สมาคม สมาพันธ์ฟุตบอลอิตาลี
หัวหน้าผู้ฝึกสอน ธงชาติของอิตาลี เชซาเร่ ปรันเดลลี่
กัปตัน จานลุยจี บุฟฟอน
ติดทีมชาติสูงสุด ฟาบิโอ คันนาวาโร (136)
ทำประตูสูงสุด ลุยจี รีวา (35)
รหัสฟีฟ่า ITA
สีชุดทีมเหย้า
สีชุดทีมเยือน
เกมระดับนานาชาติครั้งแรก
แม่แบบ:Country data Italy old อิตาลี 6 – 2 ฝรั่งเศสธงชาติของฝรั่งเศส
(มิลาน อิตาลี15 พฤษภาคมพ.ศ. 2453)
ชนะสูงสุด
ธงชาติของอิตาลี อิตาลี 9 – 0 สหรัฐฯ แม่แบบ:Country data United States 48
(เบรนต์ฟอร์ด อังกฤษ2 สิงหาคม พ.ศ. 2491)
แพ้สูงสุด
ธงชาติของฮังการี ฮังการี 7 – 1 อิตาลี แม่แบบ:Country data Italy old
(บูดาเปสต์ ฮังการี6 เมษายน พ.ศ. 2467)
ฟุตบอลโลก
เข้าร่วม 16 (ครั้งแรกเมื่อ 1934)
ผลงานดีที่สุด ชนะเลิศ
1934193819822006
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
เข้าร่วม 6 (ครั้งแรกเมื่อ 1968)
ผลงานดีที่สุด ชนะเลิศ, 1968

ฟุตบอลทีมชาติอิตาลี (Nazionale di calcio Italiana) เป็นตัวแทนทีมฟุตบอลจากประเทศอิตาลี อยู่ภายใต้การดูแลของ สมาพันธ์ฟุตบอลอิตาลี ทีมอิตาลีชนะการแข่งขันฟุตบอลโลก ทั้งหมด 4 ครั้ง ใน 19341938 1982 และครั้งล่าสุด 2006 และชนะเลิศ ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป หนึ่งครั้งในปี 1968 และยังได้เหรียญทองฟุตบอลในกีฬาโอลิมปิก ในปี 1936

สีประจำทีมอิตาลีคือสีฟ้าอ่อน (และเป็นสีที่ใช้ประจำทีมชาติในหลายกีฬายกเว้นการแข่งขันรถ) ซึ่งในภาษาอิตาลีคือ อัซซูโร (azzurro) และเป็นสีประจำราชวงศ์ในอิตาลีในอดีต และเป็นที่มาของชื่อเล่นของทีมว่า “อัซซูรี” (Azzurri)

ฟุตบอลโลกผลงาน

  • ชนะเลิศ 4 ครั้ง ใน 1934 1938 1982 และ 2006

ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป

  • ชนะเลิศ 1 ครั้ง – 1968

กีฬาโอลิมปิก

  • เหรียญทอง – 1936

Dr. Gerõ Cup

  • ชนะเลิศ – 1927-30, 1933-35

World Military Cup

  • ชนะเลิศ 8 ครั้ง – 1950, 1951, 1956, 1959, 1973, 1987, 1989, 1991

ผู้เล่นชุดปัจจุบัน

ผู้เล่นสำหรับการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2010

ข้อมูลการลงเล่นและการทำประตูนับถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2010

หมายเลข ตำแหน่ง ผู้เล่น วันเกิด (อายุ) ลงเล่น ประตู สโมสร
1 GK จานลุยจิ บุฟฟอน(captain) 28 มกราคม ค.ศ. 1978 (34 ปี) 102 0 ธงชาติของอิตาลี ยูเวนตุส
2 DF คริสเตียน มัจโจ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1982 (30 ปี) 5 0 ธงชาติของอิตาลี นาโปลี
3 DF โดเมนิโก คริสชิโต 30 ธันวาคม ค.ศ. 1986 (25 ปี) 9 0 ธงชาติของอิตาลี เจนัว
4 DF จอร์โจ คิเอลลินี 14 สิงหาคม ค.ศ. 1984 (27 ปี) 31 2 ธงชาติของอิตาลี ยูเวนตุส
6 MF ดานีเอเล เด รอสซี 24 กรกฎาคม ค.ศ. 1983 (28 ปี) 56 9 ธงชาติของอิตาลี โรมา
7 MF ซิโมเน เปเป 30 สิงหาคม ค.ศ. 1983 (28 ปี) 17 0 ธงชาติของอิตาลี ยูเวนตุส
8 MF เจนนาโร กัตตูโซ 9 มกราคม ค.ศ. 1978 (34 ปี) 72 1 ธงชาติของอิตาลี มิลาน
9 FW วินเชนโซ ยากวินตา 21 พฤศจิกายน ค.ศ. 1979(32 ปี) 39 6 ธงชาติของอิตาลี ยูเวนตุส
10 FW อันโตนิโอ ดิ นาตาเล 13 ตุลาคม ค.ศ. 1977 (34 ปี) 35 9 ธงชาติของอิตาลี อูดิเนเซ
11 FW อัลแบร์โต จิลาร์ดิโน 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1982 (29 ปี) 43 16 ธงชาติของอิตาลี ฟิออเรนตินา
12 GK เฟเดริโก มาร์เค็ตติ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1983 (29 ปี) 7 0 ธงชาติของอิตาลี กายารี
13 DF ซัลวาตอเร บ็อคเค็ตติ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1986(25 ปี) 5 0 ธงชาติของอิตาลี เจนัว
14 GK มอร์แกน เด ซางค์ติส 27 มีนาคม ค.ศ. 1977 (34 ปี) 3 0 ธงชาติของอิตาลี นาโปลี
15 MF เคลาดิโอ มาร์คิซิโอ 19 มกราคม ค.ศ. 1986 (26 ปี) 6 0 ธงชาติของอิตาลี ยูเวนตุส
16 MF เมาโร คาโมราเนซี 4 ตุลาคม ค.ศ. 1976 (35 ปี) 55 5 ธงชาติของอิตาลี ยูเวนตุส
17 MF อันเจโล ปาลอมโบ 25 กันยายน ค.ศ. 1981 (30 ปี) 17 0 ธงชาติของอิตาลี ซามพ์โดเรีย
18 FW ฟาบิโอ กวายาเรลลา 31 มกราคม ค.ศ. 1983 (29 ปี) 20 4 ธงชาติของอิตาลี นาโปลี
19 DF จันลูกา ซัมบรอตตา 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1977 (35 ปี) 96 2 ธงชาติของอิตาลี มิลาน
20 FW จามเปาโล ปาซซินี 2 สิงหาคม ค.ศ. 1984 (27 ปี) 9 1 ธงชาติของอิตาลี ซามพ์โดเรีย
21 MF อันเดรีย ปีร์โล 19 พฤษภาคม ค.ศ. 1979 (32 ปี) 66 8 ธงชาติของอิตาลี มิลาน
22 MF ริคคาร์โด มอนโตลิโว 18 มกราคม ค.ศ. 1985 (27 ปี) 15 0 ธงชาติของอิตาลี ฟิออเรนตินา
23 DF เลโอนาร์โด โบนุชชี 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1987 (24 ปี) 2 1 ธงชาติของอิตาลี บารี

ผู้เล่นที่ติดทีมชาติสูงสุด

นับถึงวันที่ 20 มิถุนายน 2010

# ชื่อ ช่วงปีที่เล่นอาชีพ จำนวนนัด ประตู
1 ฟาบิโอ คันนาวาโร 1997– 135 2
2 เปาโล มัลดินี 1988–2002 126 7
3 ดิโน ซอฟฟ์ 1968–1983 112 0
4 จานลุยจิ บุฟฟอน 1997– 102 0
5 จานลูกา ซามบร็อตตา 1999– 96 2
6 จาชินโต ฟัคเค็ตติ 1963–1977 94 3
7 อเลสซานโดร เดล ปิเอโร 1995–2008 91 27
8 ฟรังโก บาเรซี 1982–1994 81 1
จูเซ็ปเป แบร์โกมี 1982–1998 81 6
มาร์โก ตาร์เดลลี 1976–1985 81 6

ตัวหนา หมายถึงผู้เล่นที่ยังเล่นอาชีพอยู่

ดาวยิงสูงสุด

นับถึง 20 มิถุนายน 2010

# ชื่อ ช่วงเวลาที่เล่นอาชีพ ประตู จำนวนนัด ประตูเฉลี่ยต่อนัด
1 ลุยจิ ริวา 1965–1974 35 42 0.83
2 จูเซ็ปเป เมอัซซา 1930–1939 33 53 0.62
3 ซิลวิโอ ปิโอลา 1935–1952 30 34 0.88
4 โรแบร์โต บัจโจ 1988–2004 27 56 0.48
อเลสซานโดร เดล ปิเอโร 1995–2008 27 91 0.29
6 อดอลโฟ บาลอนเชียรี 1920–1930 25 47 0.53
ฟิลิปโป อินซากี 1997–2007 25 57 0.44
อเลสซานโดร อันโตเบลลี 1980–1988 25 61 0.41
9 คริสเตียน วิเอรี่ 1997–2005 23 49 0.47
ฟรานเชสโก กราเซียนี 1975–1983 23 64 0.36

ตัวหนา หมายถึงผู้เล่นที่ยังเล่นอาชีพอยู่

ผู้เล่นคนสำคัญตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน

 

นน.ส.เทวีรัตน์ สาริกา ม.๖/๗เลขที่๕

 

Romeo and Juliet

มาตรฐาน

Romeo and Juliet

ผู้แต่งเรื่อง Romeo and Juliet ที่แท้จริงนั้นคาดว่าเป็น ลุยจิ เดอ ปอร์โต(Luigi de Porto) ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านมอนโตรโซ (Montorso) ชาวเมืองวิเซนซา(Vicenza)ประเทศอิตาลีโดยเขาเริ่มแต่งเรื่อง Romeo and Juliet เป็นร้อยแก้วเมื่อราว ค.ศ.1525 ลุยจิแต่งเรื่องนี้จากเรื่องจริงของคู่รักที่อาศัยอยู่ในนครเวโรนา ประเทศอิตาลี ทั้งคู่ยอมตายเพื่อกันและกันในปี 1303 ซึ่งเป็นยุคที่ตระกูลมอนตะคิวและคาปุเล็ตเป็นสองตระกูลที่ยิ่งใหญ่ในเวโรนา เขาใช้หมู่บ้านของตนเป็นฉาก และนำปราสาทชื่อ Giulietta Taverna Romeo มาใช้เป็นชื่อของโรมิโอ ต่อมาก็มีชาวเนเปิล (Naples) ประเทศอิตาลี ชื่อมัตเตโอ บัลเดลโล(Matteo Bandello) นำมาแต่งเป็นร้อยกรอง ซึ่งเชกเสปียร์ก็ได้อ่านบทประพันธ์นั้นและนำเรื่องจริงนี้มาแปรเป็นเชิงร้อยกรองอังกฤษโดยยังคงฉากทิวทัศน์อิตาลีไว้ ขณะเดียวกันได้ใส่ทรรศนะ จารีต และธรรมเนียมทางศิลปะของอังกฤษสมัยราชินีเอลิซาเบธเข้าผสาน

การดำรงอยู่ของศิลปะการละครมีควบคู่มากับสังคม ละครกับชีวิตจริงนั้นแทบจะหลอมรวมเป็นสิ่งเดียวกันเสียแล้ว โดยเฉพาะละครโศกนาฏกรรม ที่มีมาช้านาน เป็นละครที่ความเก่งกล้าสามารถไม่อาจเอาชนะชะตากรรม และสอนถึงความไม่สมบูรณ์แบบของมนุษย์

ตำนานเก่าแก่เรื่องแล้วเรื่องเล่ากลายมาเป็นละคร แน่นอนว่า “โรมิโอและจูเลียต” (Romeo and Juliet) จัดอยู่ในละครจำพวกดังกล่าว หนึ่งในโศกนาฏกรรมที่ชาวโลกจดจำมากที่สุดเรื่องนี้ไม่ได้ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าในสมองของวิลเลี่ยม เชกเสปียร์ (William Shakespeare) หากแต่ย้อนกำเนิดไปได้ยาวไกลกว่า และถูกถ่ายทอดเชิงศิลปะมาก่อนที่เชกเสปียร์จะได้รับโครงเรื่องนี้

เรื่องนี้เกิดขึ้น ณ เมืองเวโรนา ได้มี 2 ตระกูลใหญ่ คือ ตระกูลคาปุเล็ตและมอนตะคิวซึ่งไม่ถูกกันมาช้านาน เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อโรเมโอแห่งตระกูลมอนตะคิวได้แอบแฝงกายเข้าไปในงานเลี้ยงของตระกูลคาปุเล็ตและได้พบกับจูเลียต เพียงทั้งคู่สบตากันทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกัน แต่กลับมีอุปสรรคเพราะความบาดหมางกันของทั้ง 2 ตระกูล โรเมโอกับจูเลียตจึงได้จัดการแต่งงานกันอย่างลับๆ วันหนึ่งเมอร์คิวชิโอ เพื่อนรักของโรเมโอเกิดการทะเลาะกับน้องชายของจูเลียตและน้องชายของจูเลียตก็ได้ฆ่าเพื่อนรักของโรเมโอตาย โรเมโอโกรธมากจึงได้พลั้งมือฆ่าน้องชายของจูเลียตตาย โรเมโอจึงได้รับคำตัดสินให้เนรเทศออกนอกเมืองตลอดกาล จูเลียตรู้เรื่องจึงกินยาวิเศษที่ทำให้เหมือนตายแล้วแต่จริงๆ ยังไม่ตาย โรเมโอรู้เรื่องเข้าใจว่าจูเลียตตายจริงๆ จึงเสียใจมากจึงฆ่าตัวตาย พอจูเลียตรู้เรื่องจูเลียตก็ฆ่าตัวตายตามโรเมโอ บิดามารดาทั้งสองฝ่ายมากถึงก็โศกเศร้ามาก จึงตกลงจะเลิกวิวาทบาดหมางกันนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ที่มาเว็บไซต์

http://firodendon.exteen.com/20060405/entry

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%95

นาย ณัฐดนัย  ดวงคำน้อย ม.67/  เลขที่2

Venice Carnival

มาตรฐาน

Venice Carnival & Carnival a Venezia

 

งาน Venice Carnival หรือ Carnival a Venezia นั้นมีความเก่าแก่ย้อนกลับไปถึงยุคกลาง (ศตวรรษที่ 12) ได้รับการสืบสานจากลูกหลานชาวเวนิสมาจนถึงปัจจุบัน ระหว่างเทศกาล ชาวเมืองจะร่วมกันแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ประดับประดาอย่างสวยสดงดงาม พร้อมสวมหน้ากาก ไม่ว่าจะเป็นหน้ากากรูปคน หรือรูปสัตว์ ออกมาประชันโฉมกันที่จตุรัสประจำเมือง ลานวิหารสำคัญของเมือง สะพานข้ามคลอง ท่าเทียบเรือ หรือแม้แต่บนเรือกอนโดลา (Gondola) สร้างสีสันให้แก่เมืองเกาะอย่างเวนิสยิ่งนัก
เทศกาลนี้จัดขึ้นนานเป็นสัปดาห์ โดยในแต่ละปี จะจัดขึ้นภายใต้ธีมต่างๆ ไม่ซ้ำกันทำให้นักท่องเที่ยวและชาวเมืองนับแสนต่างเฝ้าคอยที่จะชมความแปลกใหม่ที่จะเกิดขึ้นทุกปี

งานเทศกาลประจำปีคาร์นิวัลในเมืองเวนิสของอิตาลี ได้เริ่มต้นขึ้นแล้วเมื่อวานนี้ โดยมีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมงานนี้หลายพันคน เพื่อชมพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ยังเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวและประชาชนท้องถิ่น ให้มาเดินเที่ยวตามถนนต่างๆ ของเมืองเวนิส พร้อมกับสวมหน้ากากและแต่งกายด้วยชุดแฟนซีย้อนยุค

แม้อิตาลีจะเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ดูเหมือนว่า เทศกาลคาร์นิวัลในเมืองดังกล่าวจะยังคงดำเนินต่อไป เนื่องจากปีนี้ประชาชนได้ทำหน้ากากขึ้นเอง โดยนายฌอง ฟิลิปป์ นักท่องเที่ยวจากกรุงปารีสของฝรั่งเศส ที่เดินทางมาเที่ยวเทศกาลคาร์นิวัลในเมืองเวนิส บอกว่า เขาไม่ต้องใช้เงินมากมาย และหน้ากากที่เขานำมาสวมใส่ แม่เป็นคนทำให้ สำหรับเทศกาลคาร์นิวัลในเมืองเวนิส จัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อกว่า 1,000 ปีก่อน และในสมัยนั้นเป็นพิธีทางศาสนาของกลุ่มคนนอกรีต แต่ต่อมาได้กลายเป็นงานเทศกาลเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น ซึ่งเทศกาลคาร์นิวัลในเมืองเวนิส จะมีขึ้นเป็นเวลา 10 วัน

 

 

 

 

 

 

 

ที่มาเว็บไซต์

https://sites.google.com/site/webnamjoy/index2/11111

http://www.google.co.th

นาย ณัฐดนัย  ดวงคำน้อย  ม.6/7 เลขที่2

Basilica Cattedrale Patriachale di San Marco

มาตรฐาน

Basilica Cattedrale Patriachale di San Marco

บาซิลิกามหาวิหารสังฆราชแห่งซานมาร์โค หรือ มหาวิหารซานมาร์โค หรือ บาซิลิกาซานมาร์โค (Basilica Cattedrale Patriachale di San Marco, อังกฤษ: St Mark’s Basilica หรือ Saint Mark’s Basilica) บาซิลิกาซานมาร์โคเป็นวัดคริสต์ศาสนาของนิกายโรมันคาทอลิกที่มีฐานะเป็นมหาวิหาร[1]ของสังฆมณฑลโรมันคาทอลิกแห่งเวนิสในประเทศอิตาลี สถาปัตยกรรมที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเป็นแบบกอธิค บาซิลิกาซานมาร์โคได้รับการสถาปนาเป็นมหาวิหารในปี ค.ศ. 1094 มหาวิหารซานมาร์โคที่เป็นตัวอย่างอันสำคัญของสถาปัตยกรรมไบแซนไทน์ตั้งอยู่ที่จตุรัสซานมาร์โคติดและเชื่อมกับวังดยุคแห่งเวนิส เดิมตัววัดเป็นชาเปลของประมุขผู้ครองเวนิส และมิได้เป็นมหาวิหารของเมือง แต่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1807 เป็นต้นมาบาซิลิกาก็เป็นที่นั่งของอัครสังฆราชแห่งเวนิส ตัวสิ่งก่อสร้างเป็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างอย่างงดงามประดับด้วยงานโมเสกแบบไบแซนไทน์ และ ประติมากรรมต่างที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ อำนาจ และ ความมั่งคั่งของเวนิส ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 ก็ได้รับสมญาว่า “Chiesa d’Oro” หรือ “วัดสุวรรณ”

ภาพด้านหน้า

 มหาวิหารซานมาร์โค(St Mark's Basilica หรือ Saint Mark's Basilica) ทัวร์ยุโรป เที่ยวอิตาลี ราคาถูก

ภาพทางด้านเข้า

 มหาวิหารซานมาร์โค(St Mark's Basilica หรือ Saint Mark's Basilica) ทัวร์ยุโรป เที่ยวอิตาลี ราคาถูก

วิหารสังฆราชแห่งซานมาร์โค

ที่มาเว็บไซต์

 http://www.meetawee.com/home/travel-info/europe-info/italy-europe-info/1219-st-marks-basilica-saint-marks-basilica.html

https://sites.google.com/site/webnamjoy/index2/mha-wihar-laea-ctu-ras-sa-nmar-ko

นาย  ณัฐดนัย  ดวงคำน้อย  ม.6/7  เลขที่2